Friday, November 9, 2012

"ไม่ชอบคนนั้นเอาเสียเลย" ,, ระบบอัตโนมัติทางความคิด


"ไม่ชอบคนนั้นเอาเสียเลย" ,, ระบบอัตโนมัติทางความคิด


สวัสดีครับทุกคน ห่างหายกันไปนานร่วมสองเดือนกว่าเลยทีเดียว จริงๆอยากจะเขียน Blog ขึ้นอย่างน้อยเดือนละเรื่อง แต่หลังจากเปิดเทอมก็งานท่วมหัว เอาตัวแทบไม่รอดเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เขียน Blog บ่อยๆ แต่ก็เขียนข้อคิด, เรื่องสั้น, แรงบันดาลใจดีๆ ขึ้นทางหน้า Fanpage กับ Facebook ทุกวันนะครับ ,, เอาละมาเข้าเรื่องกันดีกว่า วันนี้มีเรื่องใกล้ตัวสุดๆมาแบ่งปันกันครับ

ทุกคนคงเคยผ่านประสบการณ์ที่ว่า "ไม่ชอบคนๆนี้เอาเสียเลย" ใช่มั้ยครับ ไอ้เจ้าความคิดที่ว่าเนี่ย มันอาจจะเกิดขึ้นจาก ใครสักคนมาพูดจาไม่ดีใส่เรา ปฏิบัติกับเราไม่ดี หรือ แค่เราอาจจะไม่ชอบขี้หน้าเขาเฉยๆ อารมณ์แบบนี้มันเป็นเหมือน Switch ที่จิตของเราเป็นตัวสั่งงาน ซึ่งหมายความว่า มันจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากๆ เวลามีใครมาทำให้เรารู้สึกไม่ดี ร่างกายเรามันก็ย่อมเปิดระบบป้องกันตัวเอง "อัตโนมัติ" ทันทีเลย ทำงานเพื่อปกป้องเรา แต่ในทางกลับกัน ระบบที่ควรจะมีไว้เพื่อช่วยเรา บางครั้งก็กลับมาทำลายเรา โดยเฉพาะระบบ ความเกลียดชัง เนี่ย ทำลายผู้คนมานับไม่ถ้วน จะว่าไปประวัติศาสตร์สงครามความขัดแย้งทั้งหลาย หนึ่งในปัจจัยสำคัญก็เกิดจากความเกลียดชังทั้งสิ้นครับ

กล่าวมาถึงขนาดนี้แล้ว หลายคนอาจจะคิดว่า โห อะไรมันจะเว่อขนาดนั้น แค่ไม่ชอบคนนั้นคนนี้ นี่มันกล่าวลากถึงสงครามได้ยังไงเนี่ยย จริงๆแล้วเรื่องนี้มันใกล้ตัวกว่าที่เราคิดครับ ด้วยความที่ระบบความไม่ชอบคนนั้นคนนี้ มันเป็นกลไกตามธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นกับตัวเราทุกคน แรกๆอาจไม่รุนแรงเท่าไร แต่นานเข้าๆมันยิ่งสะสมกลายเป็นความเกลียดชัง ที่สามารถทำทุกอย่างเพื่อที่จะทำลายฝ่ายตรงข้ามกันได้เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นเราต้องมารู้จักวิธีการควบคุม เจ้าสวิทซ์อัตโนมัตินี่ ให้มันทำงานแบบ Manual โดยที่เราจะคอยควบคุมมัน มากกว่าจะให้มันมาควบคุมเราครับ

ช่วงสัปดาห์นี้ก็มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน เหมือนทุกอย่างจะเป็นใจเกิดขึ้นพร้อมๆกัน ผมเองก็เหมือนทุกคนครับ พอมีใครมาปฏิบัติไม่ดีกับเราหน่อย กลไกทำงานทันทีเลยครับ เสียงในหัวก้องขึ้นมาทันที มันพร้อมๆกันเป็นสิบๆประโยค ล้วนแล้วแต่เป็นประโยคในเชิงที่ว่า ไม่ชอบคนนี้จริงๆ, ทำไมต้องมาทำแบบนี้, ทำไมปฏิบัติกับเราไม่ดีเลย, คนๆนี้มันแย่จริงๆ และอีกมากมายครับ คราวนี้เวลาเดินไปไหนมาไหน แล้วเจอคนเหล่านี้ จากอารมณ์ดีๆ กลายมาเป็นอารมณ์บูดทันทีเลยครับ แล้วภาพเก่าๆที่พวกเขาเคยทำให้เรารู้สึกแย่มันก็ย้อนกลับมาทันตาเห็น เสียงในหัวกลับมาทันทีครับ กลายเป็นว่าอารมณ์เราเนี่ยพังเลย จะทำอะไรก็ทำได้ไม่ดี เพราะมัวแต่คิดเรื่องพวกนี้ แต่คนเหล่านั้นเค้าไม่ได้มากังวล หรือคิดแบบนี้เหมือนเราเลยแม้แต่น้อยครับ ทุกคนคงเคยเป็นแบบนี้กันบ้าง วันนี้ผมจะเอาเทคนิคที่ผมใช้มาแบ่งปันนะครับ เผื่อเพื่อนๆได้เอาไปใช้กันดูครับ


เทคนิคการแก้กลไก Automatic Switch ให้กลายเป็น Manual Switch (ดับความไม่ชอบ, ความเกลียดชัง)

1.       ตั้งคำถาม-คำตอบเชิงสร้างสรรค์ เวลาที่เราเจอปัญหาพวกนี้ ก่อนที่เสียงแย่ๆในหัวจะแทรกเข้ามา ให้เราคิดขึ้นมาด้วยคำถามเชิงสร้างสรรค์ครับ วิธีที่ว่าคือ การที่เราตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมเขาถึงทำแบบนี้/พูดแบบนี้/ปฏิบัติแบบนี้กับเรากันนะ??? แต่อย่างที่บอกไป ว่าต้องเป็นเชิงสร้างสรรค์ เพราะฉะนั้นเราต้องตอบแบบสร้างสรรค์เช่นกันครับครับ เช่น อืมม เขาอาจจะโดนเจ้านายเขาว่ามาก็ได้ เขาเลยได้อารมณ์ไม่ดี, อืมม เขาอาจจะเห็นว่าสนิทกับเราเลยทำแบบนี้ก็ได้,, อืมม เขาอาจจะทำงานหนักมาทั้งวันแล้วเหนื่อยมากก็ได้เนอะ  ไอตัว อืมม เนี่ยแหละครับจะช่วยให้เรามีทัศนคติที่ดีขึ้นกับสิ่งที่เราได้รับมา ตั้งคำถาม-คำตอบ ได้สร้างสรรค์ ตัวเราก็พลอยสบายใจไปด้วยครับ [สำหรับใครที่อยากหาข้อมูลเพิ่มเติม ลองไปอ่านหนังสือชื่อ พลิกคำถามเปลี่ยนชีวิต ดูนะครับ]

2.       เอาใจเขามาใส่ใจเรา คือลองมองว่าถ้าเราเป็นเค้า เราจะทำยังไง เราอาจจะทำอะไรที่มันแย่กว่านี้ก็เป็นได้ใช่มั้ยครับ เวลาเราเอาใจเขามาใส่ใจเรา และให้มองว่าทุกคนก็เป็นมนุษย์คนนึงเหมือนเรา มีวันที่ดี มีวันที่ร้าย สลับปะปนกันไป เราแค่เข้ามาในจังหวะที่มันเป็นวันไม่ดีของเขา หรือเขาอาจจะเติบโตมากับสิ่งแวดล้อมแบบเขา ที่ทำให้ตัวเขาเป็นแบบนี้ ซึ่งมันก็ไม่ใช่ความผิดของเขาเลย เพราะสิ่งที่เขาเป็น เขาก็รู้สึกว่ามันปกติ ไม่ได้มีปัญหาอะไร แล้วเราจะไปมีปัญหากับเขาทำไม จริงมั้ยครับ พอมองปัญหาจากมุมที่เราไม่เคยมอง มันจะทำให้เรามองมันแบบเป็นกลางมากขึ้นด้วย เพราะบางทีเราก็อาจจะมีอารมณ์ว่า ไม่ชอบขี้หน้า คนนี้อยู่เป็นทุนเดิม สิ่งที่เขาปฏิบัติกับเราก็กลายเป็นทวีความรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป เพราะฉะนั้นก่อนจะเสียความรู้สึก หรือเกลียดอะไรกัน ก็ให้คิด เอาใจเขามาใส่ใจเราก่อนครับ

3.       แปลงร่างเป็น Superman อันนี้ด้วยความชอบส่วนตัวนะครับ ที่ผมชอบการ์ตูน Superman ก็เพราะเขามีคุณลักษณะสุดยอดอย่างนึงที่ผมนับถือมากๆ นั่นก็คือ “See the good in people” ครับ คือไม่ว่าใครจะเลวร้ายขนาดไหน แม้กระทั่งศัตรูที่เลวร้ายที่สุด เขาก็ยังมีความศรัทธา และเชื่อมั่นในความดีที่มนุษย์ทุกคนมีครับ เท่านั้นไม่พอ นอกจากเขาจะมองเห็นความดีในตัวผู้อื่นแล้ว เขายังช่วยคนๆนั้นด้วยครับ พูดมาขนาดนี้ หลายคนคงนึกค้านผมว่า ก็นั่นมันแค่การ์ตูน ความจริงมันไม่มีหรอก ผมก็ไม่ปฏิเสธครับ เพราะอย่างว่าใครมันจะ perfect ขนาดนั้น ผมเลยใช้คำว่าให้แปลงร่างเป็น Superman ไงครับ แม้ว่าเราอาจจะไม่สามารถมองเห็นความดีของผู้อื่นได้ในทุกสถานการณ์ก็จริง แต่เวลาที่สถานการณ์แย่ๆมันเข้ามาแล้ว ให้นึกถึง Superman แล้วแปลงร่างเลยครับ ปรับความคิดทันเลย ให้มองความดีในตัวคนๆนั้นเลยครับ ถ้าลองทำได้บ่อยๆ เราจะกลายเป็น Superman จริงๆ  คงไม่มีใครที่ Perfect หรอกครับ แต่ Practice makes perfect จริงมั้ยครับ ถ้าเราลองทำบ่อยๆ จนกระทั่งสิ่งนี้กลายเป็นระบบอัตโนมัติ ระบบจับดีผู้อื่น แทนที่จะจับผิด ลองคิดดูสิว่ามันจะดีแค่ไหน ถ้าเราจะมีแต่อารมณ์ที่ดีๆ ในทุกๆสถานการณ์เลย

4.       ให้อภัย และขอบคุณเหมือนกับ หยิน-หยาง แสง-เงา มืด-สว่าง มันเป็นของคู่กันครับ ถ้าไม่มีอีกด้าน อีกอย่างก็อยู่ไม่ได้ ที่สำคัญคือการยอมรับการมีอยู่ของกันและกัน และให้อภัยกับสิ่งไม่ดีของคนๆนั้น ให้อภัยด้วยความรู้สึกหวังดีครับ เหมือนหัวใจเราเป็นแก้วใส่น้ำใสๆครับ พอเขามาทำไม่ดีกับเราก็เหมือนเขามาเติมของเหลวสีดำๆเดือดปุดๆใส่หัวใจเรา เราก็ร้อนและทุกข์ การให้อภัยเหมือนเป็นการเทของเหลวสีดำนั้นออกครับ ไม่พอเราต้องเติมของเหลวสีใสเย็นๆกลับเข้ามา โดยการขอบคุณเหตุการณ์นี้ คนๆนี้ ที่ทำให้เราได้ฝึกฝน ให้เราเป็นคนที่ดียิ่งๆขึ้นต่อไป

ก็หมดแล้วครับ 4 เทคนิคง่ายๆ สุดยอดมั้ยครับ ผมว่ามันทรงพลังมากๆเลย และเอาไปใช้ได้จริงๆด้วย แค่เล่น trick กับความคิดตัวเองนิดหน่อย ชีวิตก็มีความสุขได้อีกเยอะมากๆเลย คราวนี้ถ้าอยากลองฝึกฝน อย่ารอให้สถานการณ์แย่ๆเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยลองทำ เพราะมันคงยากที่จะรับมือกับสถานการณ์เหล่านั้นได้ในทันที อย่ารอช้าครับ ผมแนะนำให้เริ่มจากคิดถึงบุคคลที่เราไม่ชอบเอาเสียเลย….. (หน้าคนๆนั้นคงแว้บขึ้นมาแล้วใช่มั้ยครับ) หลังจากนั้นเริ่มใช่เทคนิคทั้งหมดนี้กับคนที่เรานึกหน้าอยู่เลยครับ ตั้งคำถาม-ตอบเชิงสร้างสรรค์ ว่าทำไมเราไม่ชอบเขาหละ เขาเคยทำอะไรไว้ แล้วทำไมเราไม่ชอบการกระทำนั้น ยิ่งถามตัวเองๆ มันจะยิ่งลึกลงไปเรื่อยๆครับ (แต่อย่าลืมว่าต้องเป็นเชิงสร้างสรรค์นะครับ) เท่านั้นไม่พอเสริมกำลังต่อด้วยการเอาใจเขามาใส่ใจเราทันที ว่าถ้าเราเป็นเขา เราอาจจะไม่ได้ดีไปกว่าเขาก็ได้ คนแต่ละคนไม่เหมือนกัน เข้าใจเขาในมุมเขา หลังจากนั้นก็มาแปลงร่างเป็น Superman กันครับ จับดี มองให้เห็นคุณงามความดีในตัวคนๆนั้น เค้าเคยทำดีอะไรบ้าง แม้จะเป็นเรื่องน้อยนิด แต่ก็คิดให้ออกครับ หลังจากนั้นให้อภัยและขอบคุณสำหรับประสบการณ์ในครั้งนี้ เพื่อก้าวต่อไป พัฒนาตัวเราให้เป็นคนที่เปี่ยมไปด้วยความดียิ่งขึ้นทุกวัน

++แถม++ ยังมีอีกเทคนิคหนึ่งที่สุดยอดทรงพลังเหมือนกัน เรียกว่าเป็นคาถาก็ว่าได้ ผมใช้กับตัวเองในช่วงที่มีปัญหาสัปดาห์ที่ผ่านมา คือผมพูดกับตัวเองว่า ไม่เกลียด, เราเกลียดคนไม่ได้, เราเกลียดคนไม่เป็นท่องคาถานี้ซ้ำๆในหัวครับ ตอกย้ำให้เรารู้สึกว่า คำว่า เกลียดมันไม่มีในพจนานุกรมความคิดของเรา

                 ขอบคุณที่ตามอ่านมาจนจบนะครับ สุดท้ายเลยอยากฝากไว้ว่า “Nothing in life has any real meaning except the meaning you gave it” Tony Robbins  ไม่มีอะไรมีความหมาย นอกจากความหมายที่เราให้มัน ถ้าเราไม่ให้ความหมายกับการกระทำของคนอื่นที่จะมาส่งผลต่อตัวเรา ความเกลียดก็ไม่มีวันเกิดขึ้นแน่นอนครับ
               
มีความสุขในการใช้ชีวิตในทุกๆวันนะครับ
ด้วยรักและหวังดี 

Saturday, September 1, 2012

Hope: One of the great powers within human beings

Hope
One of the great powers within human beings
(The lesson from LA fair)



Before I start I would like to say something.


Hi everyone, I’m Poom. I have been writing this blog for about 2 months but only in Thai language. At first, my purpose of this blog is nothing, but to remind me about important incidents in my life. However, many people told me that they got inspiration from it. Plus, it happened that some of my international friends tried to translate it into either English or their own languages, so I decided to write it in English, which everyone could understand. I know I still need to work on my writing skill, but I will do my best. If you guys have any comment or even any grammatical error, please let me know so I will be able to improve myself.
With love,

Poom


           Every year, LA County has the big and popular fair; it’s called “LA Fair.” I went there first time last year. However, today (Aug 31, 2012) was the first day of 2012 LA Fair (**It costs only $1 entrance fee for the first 3 opened hours). I went there and reunited again with my friends, who went there together with me last year. LA Fair is organized in a huge area in the city of Pomona. There are many entertainments such as games, rides, concerts and shows, produces, animals, food, etc. I love this Fair so much because it has a feeling of real American and it reminds me of many American movies, which always have some scenes in a fair. We have had a good time there. We enjoy eating, taking pictures, buying some stuffs and playing games!!

One of the most important things that we definitely have to do is playing games in the Fair. There are many kinds of fun game that we can challenge ourselves and get a chance to win a prize either a big or small one. I notice that some people carry their huge prizes that they win from games, some people just carry smaller prizes, but they do win something. When I look around the fair, there is the word that comes to my mind ‘Hope’. I see this word in every single people who play these games

           Human beings are driven by hope and fear. It is amazing how people choose to have hope over fear. I admire the human beings’ hearts, which have the unlimited powers. Believing in hope and following a dream are the pursuit of happiness. I just want you to always remember the lesson that I get from the fair. “Every time when you are fearful, remember the time that you challenge yourself with fun games in order to win the prize. Even though you lose some money, it is worth to try, and it is worth to believe in yourself and hope for the prize that you will get.”


"We must accept finite disappointment, but never lose infinite hope." Martin Luther King, Jr.


Enjoy the game of life!!!

Monday, August 6, 2012

If it's not there, make it


If it's not there, make it


สวัสดีครับเพื่อนๆทุกคน หายไปนานเลยจาก บทความสุดท้าย ก่อนอื่นก็ต้องขอเกริ่นก่อนว่า ตอนนี้ผมได้มาเรียนต่อปริญญาโท เอก Human Resources Design (อาจจะควบกับ Positive Developmental Psychology อีกใบ) ที่ Claremont Graduate University ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ช่วงนี้วุ่นวายมากกับการเรื่องเอกสาร การเรียน การเตรียมพร้อมก่อนเปิดเทอมจริงๆ เลยไม่ได้มาเขียนบล็อกเลยครับ จริงๆมีเรื่องราวอยากจะแบ่งปันมากมายเลย แต่วันนี้ได้รับแรงบันดาลใจดีๆจากคนที่เป็นทั้งเพื่อน และเป็น Instructor ในมหาลัย ในเวลาเดียวกัน เลยจะมาแบ่งปันเรื่องราวดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านกันครับ

จริงๆแล้วเรื่องราว แรงบันดาลใจที่ผมได้รับวันนี้ก็มาจากบทสนทนาง่ายๆครับ ที่ได้คุยกับอาจารย์ท่านนี้ เขาชื่อ Shamini ครับ เป็นคนมาเลเซีย เพื่อนบ้านเรานี่เอง ตอนนี้ทำวิทยานิพนธ์ ปริญญาเอก ด้านครุศาสตร์อยู่ที่นี่เช่นกันครับ แต่ด้วยความที่เขามีความสามารถในด้านการเขียนเลย มาทำงานเป็นอาจารย์ให้กับเด็กอินเตอร์อย่างพวกผมไปด้วยครับ วันนี้ได้ฟังเรื่องราวดีๆจากชีวิตของเขาจากการนั่งแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวเลยอยากมาแบ่งปันครับ

ครั้งแรกที่ Shamini เดินทางมาที่อเมริกา เธอมาด้วยเงินเก็บตัวเองครับ เธอเคยทำงานสอนหนังสืออยู่ที่ประเทศสิงคโปร์อยู่ช่วงนึง รวมเงินเก็บทั้งหมดแล้ว สามารถจ่ายค่าเทอมและค่าใช้จ่ายในการอยู่ที่นี่ได้แค่ 1 ปีเท่านั้น แต่เธอได้สมัครเข้ามาเรียนปริญญาเอก ซึ่งต้องใช้เวลาถึงประมาณ 6 ปี เธอก็ไม่คิดอะไรมากครับ อยากมาเรียนที่นี่ มาตามฝันก่อน แล้วเรื่องเงินค่อยว่ากัน หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมทำงานที่สิงคโปร์เงินเก็บก็น่าจะเยอะ แต่ต้องบอกก่อนว่า ค่าเรียนมหาวิทยาลัยที่นี่ ยิ่งถ้าเป็น U(มหาวิทยาลัย) ที่มีชื่อเสียง ค่าเทอมๆนึง ตกเกือบครึ่งล้าน ล้านกว่าบาทได้เลยครับ แค่ค่าเทอมก็เกือบ 2 ล้านแล้ว ไหนจะยังมีค่าที่อยู่อาศัย(ซึ่งแพงมากค่าเดินทาง ค่ากินอยู่อีก มีเงินที่หามาเองได้ถึง 1 ปีนี่ถือว่าเก่งมากเลยครับ สิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผม ไม่ใช่ว่าเธอมาเรียนด้วยเงินของตัวเองครับ แต่ผมประทับใจเขาตรงที่เขาเลือกที่จะมาทั้งๆที่รู้ว่าเงินก็ไม่พอ แน่นอนครับ เธอเป็นคนเก่งและขยันมาก ย่อมได้รับทุนสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย แต่ก็ได้ไม่มากหรอกครับน่าจะได้ประมาณ 20% หรือ 30% รึเปล่า ผมไม่ได้ใจ ซึ่งก็ยังต้องจ่ายในราคาสูงอยู่ครับ Shamini เธอก็ไม่ได้รับทุนสนับสนุนจากที่อื่นนะครับ เธอจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างประหยัด บริหารเงินให้ดี จนแล้วจนรอดก็ผ่านมาครบ 1  ปีครับ คราวนี้ช่วงเวลาก่อนขึ้นปี 2 เธอได้ไปคุยกับ Professors แล้วก็เจ้าหน้าที่มหาลัย หลายท่าน ขอยื่นเรื่องรับทุนเพิ่ม เนื่องจากเธอเป็นคนตั้งใจ และรักษาเกรด 4.00 ตลอด ทางมหาลัยเลยให้ทุนเพิ่มมากอีก 10% ซึ่งก็ถือว่าช่วยได้มาก ในระหว่าง 1 ปี เธอก็พยายามทำงานในมหาวิทยาลัยหารายได้เสริมไปด้วยครับ ทั้งหมดนี้เลยช่วยยืดอายุ Shamini ให้อยู่ได้เพิ่มอีก 1 เทอมครับ ขอเสียงปรบมือดังๆให้เธอหน่อยครับ

เรื่องยังไม่จบแค่นั้นนะครับช่วงปี 2 เทอม 2 เธอก็ได้พบปัญหาอีกว่า ตอนนี้เงินหมดจริงๆแล้ว ไม่มีทางจ่ายค่าเรียนพอแน่นอน เธอก็ทำใจครับแต่ก็คิดว่าประสบการณ์ได้ที่รับในช่วงเวลา 2 ปีนี้ เป็นสิ่งที่มีค่ามากๆ ถึงไม่ได้ปริญญา ยังไงก็คุ้ม เธอก็ดูตั๋วเครื่องบิน เตรียมแพ๊คของกลับ บอกเพื่อนๆในเฟสบุ๊ค ในอีเมลล์ ว่าโอเค จะกลับแล้วนะ เงินไม่พอแล้ว คราวนี้ด้วยความที่เธอส่งข้อความเหล่านั้นออกไปให้เพื่อนๆของเธอ เพื่อนของเธอคนนึงบังเอิญรู้จักกับสำนักพิมพ์ที่นึง ที่อยู่ในประเทศสิงค์โปร์ สำนักพิมพ์นั้นเขาต้องการหานักเขียนมาเขียนงานให้เขาครับ Shamini ก็เลยลองส่ง Email ไปสมัครดู ด้วยความที่เธอเป็นคนที่มีความสามารถในด้านการเขียน สำนักพิมพ์เลยรับเธอทำงาน เพราะงานเขียนนั้นมันทำที่ไหนก็ได้ ให้ทายครับว่าหลังจากได้รับเข้าทำงานนี้ Shamini ได้ค่าตอบแทนจากงานเขียนครั้งนี้เท่าไร ,,, น่าจะเดากันถูกนะครับ คำตอบก็คือ พอดีกับค่าเทอมที่ต้องจ่ายเป๊ะๆเลย ได้เงินเหลือมาอีกประมาณ 300 เหรียญเท่านั้น น่าเหลือเชื่อมั้ยหละครับ จากนั้นพอขึ้นปี 3 Course Work ก็น้อยลง หน่วยกิตก็น้อยลง ค่าเทอมที่ต้องจ่ายก็น้อยลงไปตามลำดับ ทำให้เธอสามารถบริหารจัดการเงิน กับการรับทำงานเป็น Research Assistant แล้วก็อาจารย์ช่วยสอนในสถาบันภาษาของมหาวิทยาลัย ซึ่งทำให้เธออยู่มาได้ถึงทุกวันนี้ กับปีที่ 5 ของนักศึกษาปริญญาเอก ,,,

สุดยอดมั้ยครับ ผมว่าสุดยอดมากๆ จากผู้หญิงคนนึงที่เตรียมเงินมาพอแค่ 1 ปี แต่ก็ฝ่าฟันจนอยู่มาได้ ตอนนี้ก็ใกล้จบแล้ว ผมฟังแล้วก็ร้อง Wowไป ลองมาย้อนคิดดูกับตัวเรา ถ้าเราเป็นเขาในสถานการณ์นั้นเราจะทำยังไง เราจะลองทำเต็มที่ก่อนมั้ย เราจะพยายามทำอะไรให้ดีขึ้นก่อนรึเปล่า หรือเราจะแค่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรม สุดท้ายผมก็ถามเธอครับว่า ทำไมเธอดูเป็นคนคิดบวก และมีพลังมากๆที่จะฝ่าฟันปัญหาต่างๆ เธอบอกว่าปู่ของเธอเคยพูดกับเธอประโยคนึงครับว่า “Shamini, if it is not there, make it” แปลง่ายๆว่า ถ้าทางที่เราจะไปมันไม่มีทางให้ไป เราเองก็เป็นคนสร้างมันเองสิ ตอนนี้ผมก็เผชิญปัญหาอุปสรรคที่มาขวางทางฝันของผมเช่นกัน แต่ผมก็จะสร้างเส้นทางของตัวเอง ไม่สนใจกำแพงที่มากั้นไว้ตรงหน้าแน่นอนครับ หวังว่าวันนี้เพื่อนๆที่ได้อ่าน คงได้รับแรงบันดาลใจดีๆ ไปสร้างเส้นทางตามฝันของตัวเองให้ได้นะครับ แล้วไว้เจอกันใหม่คราวหน้าครับผม



Thursday, July 12, 2012

บทเรียนอันมีค่าจากนาฬิกาแห่งมิตรภาพ (A valuable lesson from a clock of friendship)

บทเรียนอันมีค่าจากนาฬิกาแห่งมิตรภาพ (A valuable lesson from a clock of friendship)


                สวัสดีครับทุกๆคน วันนี้จะมาแชร์เรื่องที่ใกล้ตัวทุกคนที่สุด กลุ่มคนที่รายล้อมเรา เป็นแรงผลักดันให้เราทั้งทางตรง ทางอ้อม ทางบวก และทางลบ กลุ่มคนที่ว่านั้นก็คือ เพื่อนนั่นเองครับ วันนี้อยากแบ่งปันสิ่งที่ได้เจอได้สัมผัสมาสักหน่อย ลองฟังกันดูนะครับ
                วันนี้ผมมีโอกาสได้ไปกินข้าวกับ เพื่อนคนหนึ่ง เพื่อนผมคนนี้ชื่อ ซอลครับ เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน เราเคยสนิทกันมากๆช่วงประถม แต่แล้วพอแยกห้องกัน ก็ค่อยๆห่างกันไปครับ ผมคุ้นๆเหมือนว่าเราเคยมีเรื่องทะเลาะหมางใจกันอยู่ช่วงหนึ่ง ทำให้ช่วงมัธยมเราแทบไม่คุย ไม่มองหน้ากันเลย กระทั่งช่วงมัธยมศึกษาปีที่4 ซอลก็ได้ย้ายโรงเรียนไปโรงเรียนอื่น หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้เจอ และไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 8 ปีแล้วครับ วันนี้ผมอยากลองถามเพื่อนๆทุกคนครับ ผมเชื่อเหลือเกินว่าทุกคนก็คงมีเพื่อนที่เคยสนิทกันมามากๆช่วงเด็กๆ แต่พอเราโตขึ้นเราก็แยกย้ายกันไป หรืออาจเคยทะเลาะมีปัญหากันก็ห่างกันไปเฉยๆ ลืมเรื่องราวและช่วงเวลาดีๆที่ได้สนุกด้วยกัน โดยที่ก็ไม่คิดจะกลับไปติดต่อกันอีก สำหรับผมก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกันครับ
เพื่อนเป็นส่วนหนึ่งของการแสวงหาตัวตน เป็นส่วนในการเติมเต็มและผลักดันให้เราเติบโต แต่คราวนี้พอโตมาเราก็มีสังคมใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มัวแต่ยุ่งยากกับชีวิตปัจจุบัน ทำให้เราลืมเลือนเพื่อนเก่าๆที่ได้เคยหล่อหลอม สร้างสรรค์วันสุขวันดีๆให้กับเราในวัยเยาว์ ครั้นจะกลับไปติดต่อกับเพื่อนๆเก่าๆ ก็ดูลำบาก เพราะมีข้ออ้างให้กับตัวเองมากมาย แม้ว่าในสมัยนี้จะมีสังคมออนไลน์ต่างๆที่คอยให้เราตามติดเรื่องราวของเพื่อนได้เสมอ แต่เชื่อเถอะครับว่าความรู้สึกไม่เท่ากับการได้พูดกันตรงๆหรอกครับ ในกรณีของซอล หลังจากที่ผมไปอยู่อเมริกาได้สักพัก ก็เริ่มรู้สึก อยากกลับไปเจอเพื่อนเก่าๆ เป็นช่วงที่อยู่กับตัวเอง ก็ได้มานั่งนึกเรื่องเก่าๆแต่ละช่วง กับผู้คนรอบตัวเราแต่ละคน ซอลก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งย้อนกลับไปไกลมาก เลยพยายามติดต่อผ่านทาง Facebook นี่แหละครับ แต่ก็ติดต่อลำบากมาก เพราะซอลไม่ค่อยได้เล่น Facebook จนพอติดต่อได้เราก็นัดกันใน Facebook ว่าพอผมกลับมาไทย จะนัดกินข้าวกัน หลังจากที่ผมกลับมาไทยได้ประมาณ 2 เดือนกว่า อีกแค่ไม่ถึง 10 วันจะกลับไปแล้ว ผมก็ยังไม่เคยโทรไปหาเค้าเลยครับ ผมเชื่อว่าทุกคนก็คงมีความรู้สึกนี้ มันคงแปลกๆที่เราไม่ได้ติดต่อกันมาเป็น 10 ปี แล้วอยู่ดีๆจะโทรไปก็ไม่รู้จะว่าไงแฮะ ด้วยความละอายใจที่ไม่ได้ติดต่อกันมาเลย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจส่ง msg บอกเพื่อนไปครับ ว่ากลับมาแล้วนัดกินข้าวกันมั้ย ตรงข้ามกับผม เพื่อนผมโทรกลับมาหาทันทีเลย แล้วเราก็นัดกัน ได้เจอกัน แล้วก็ได้คุยกันสนุกมากๆครับ ทำให้ผมรู้ว่าบางครั้งความคิดต่างๆเกี่ยวกับคนอื่น เราก็เป็นคนสร้างขึ้นมาเองทั้งนั้น อย่าให้ความรู้สึกต่างๆมาเป็นอุปสรรคต่อการกลับไปสานความสัมพันธ์กับเพื่อนที่ดีๆของเราเลยครับ
จริงๆผมก็ยังมีเพื่อนอีกมากที่อยากจะติดต่อ อยากมาเจอ อยากนัดกินข้าว ก็คงต้องทยอยนัดเจอกันเรื่อยๆ ขอให้กำลังใจสำหรับใครก็ตามที่คิดถึงเพื่อนเก่าๆ ขึ้นมา ก็อย่ารีรอครับ แม้กระทั่งคนที่เคยมีปัญหาอะไรกันมาในอดีต ไม่ต้องลังเลครับ เวลาที่เราเติบโตขึ้น ตัวเราก็ใหญ่ขึ้น ใจเราก็ใหญ่ขึ้น กว้างขึ้น การมองปัญหาหรือเรื่องบาดหมางในอดีต ก็มองด้วยมุมที่เปลี่ยนไป รับรองว่าต้องกลับมาเข้าใจกันแน่นอนครับ ผมอยากเปรียบเทียบการคบเพื่อนดีๆเหมือนกับนาฬิกาจับเวลาที่ใหม่มีปุ่มรีเซท เวลาที่เราแยกจากกัน ขาดการติดต่อกัน มันก็เหมือนหยุดเวลาไว้ และเมื่อกลับมาคุยกันใหม่ ความรู้สึกตอนที่สนิทๆกันครั้งนั้นมันก็จะกลับมาแบบเดิมเลย ขอเพียงแต่ตัดสินใจ เริ่มกดปุ่ม เวลาก็เริ่มเดินใหม่อีกครั้งครับ ในช่วงชีวิตคนๆนึงมีนาฬิกาจับเวลาอยู่เป็นร้อยเป็นพันเรือน บางเรือนทำหน้าที่ของมันได้ไม่หยุด แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นนาฬิกาที่เดินเพียงไม่นานก็หยุดลง หรือบางเรือนก็เคยเดินมาพร้อมเรานานมากแล้ว นานจนเราลืมไปแล้วว่ามันหยุดลงไปเมื่อไร วันนี้เราลองหยุด หยุดจากความวุ่นวายทั้งหลายในชีวิตกลับมานั่งทบทวนตัวเอง กลับมาปัดฝุ่นให้กับนาฬิกาเรือนๆน้อยๆที่รายล้อมอยู่ในหัวใจเรา แล้วค่อยๆกดปุ่ม ให้นาฬิกาเหล่านั้นมันเดินต่ออีกครั้งเถอะครับ
ป.ล.วันนี้พวกเราก็ได้มาเจอกันอีกครั้งครับ ห่างกันไปนานขนาดนี้ก็มีการ Update ชีวิตกันนานพอสมควรเลย ซึ่งมีเรื่องน่าสนใจมากๆครับ ผมคงต้องขออนุญาตเจ้าตัวก่อนที่จะนำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังในครั้งต่อไปครับ ติดตามต่อนะครับ สำหรับคนที่ไม่ชอบปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ผมมีเรื่องราวมาแบ่งปันกันครับ เผื่อเอาไปใช้ได้กับชีวิตทุกคนครับ

“Good relationships are like needles of a clock, They only meet for sometime but always stay connected.” Unknown

Tuesday, July 10, 2012

ปรับสภาพใจ พร้อมรับโอกาส ที่เข้ามาใหม่เสมอ



One door closes, another one always opens

ปรับสภาพใจ พร้อมรับโอกาส ที่เข้ามาใหม่เสมอ




                 สวัสดีครับเพื่อนๆที่น่ารักทุกท่าน ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปเรียนคอร์ส Millionaire Mind Intensive ของ T.Harv Eker กูรูการเงิน และtrainer อับดับต้นๆของโลก ตลอด 3 วัน ที่ผ่านมาได้เรียนรู้อะไรเยอะมากครับ และนี่ก็เป็นครั้งแรกด้วยที่ทีมงานของ Harv มาเปิดจัดสัมมนาในไทย ซึ่งผมก็ได้รับโอกาสได้บัตร VIP ด้วยราคาลด 50% ตามที่ได้เล่าให้ทุกคนฟังกันไปในบทความก่อนๆ วันนี้ครับผมก็อยากจะมาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโอกาส และทัศนคติที่มีต่อโอกาส ที่ผมประสบพบมาในงานสัมมนานะครับ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นสิ่งที่มีค่ามากๆสำหรับเพื่อนๆทุกคนเลยก็ว่าได้ พร้อมรึยังครับ….ขอเสียงเฮพร้อมปรบมือดังๆหน่อยครับ!! (เย่!! เยี่ยมมาก!!!)
                เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับงานสัมมนา ที่ผมรู้สึกว่าช่วงเวลาเพียงไม่ถึง 3 นาที ผมได้ข้อคิดสอนใจตัวเองมากมายมหาศาล หวังว่าทุกท่านที่อ่านจะได้รับสิ่งดีๆเช่นกันนะครับ ในการสัมมนานี้ก็จะมีกิจกรรมมากมาย มีช่วงนึงTrainer (ผู้บรรยาย) ได้มีการแจกCD ซึ่งเขาพูดว่า Action = Result แล้วยื่น CD ออกมาข้างหน้า ทุกคนในห้องสัมมนาประมาณ1,200 คน ก็นิ่งอึ้ง ผมนึกได้ว่าเราน่าจะวิ่งไปเอาน่าจะได้เลยนะ ก็เลยลองวิ่งไปดู คราวนี้ผมเห็น CD อยู่ตรงหน้าแค่เอื้อมแล้ว แต่ปรากฏว่ามีผู้ร่วมสัมมนาอีกท่านที่นั่งอยู่โซนตรงหน้าวิทยากรพอ ลุกขึ้นมาคว้าไปก่อน ผมก็เลยโอเค เราช้าไปเอง เลยกลับมาที่นั่ง ก็ไม่คิดจะเอาละ แต่ก็มีการแจกอยู่อีกหลายแผ่น ขณะนั้นหน้าเวทีเริ่มมีคนมุง ผมก็เลยตัดใจ คราวนี้ครับพี่ที่นั่งข้างๆกันก็สะกิดว่า เหมือนทาง Trainer จะมองมาทางผม ให้ผมลองวิ่งไปรับสิ และแล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆด้วยครับ เขาชี้มาที่ผมแล้วโยนมาให้ผมเลย เพราะเค้าคงเห็นที่ผมเป็นคนแรกที่ออกวิ่ง ตอนนั้นเหตุการณ์มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก คือ CD นั้นมาอยู่ในมือผมแล้ว แต่เพียงไม่กี่วินาทีถัดมาก็มี ผู้หญิงท่านหนึ่งเข้ามาพยายามจะกระชาก แย่งCD ไปจากตัวผม ผมก็งง แม้ว่าผมอยากจะได้ แต่วิธีที่จะได้มาในสถานการณ์ตอนนี้นั่นก็คือการกระชากแรงๆจากมือเขา ซึ่งผมไม่อยากทำอย่างนั้น ผมเลยปล่อย แล้วบอกให้เขาเอาไป ผมก็กลับมานั่งอีกครั้ง มือเปล่า.. ทันใดนั้นก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีก คือมีผู้ชายอีกท่านนึง เก็บเครื่องแปลภาษาของผู้หญิงคนที่แย่ง CD ไปจากมือของผม เขาเลยทำการต่อรอง ประมาณว่าต้องส่ง CD มาให้เขา ไม่งั้นเขาจะไม่ให้เครื่องนี้คืน ซึ่งจะทำให้ผู้หญิงคนนั้นเสียค่าปรับ ก็ต่อรองกันอยู่สักพัก สุดท้ายผู้ชายคนนั้นก็ยอมเลิกราไป ทั้งหมดนี่เกิดขึ้นในเวลาไม่ถึง 3 นาทีครับ อ่านมาถึงตรงนี้แหละ หลายคนอาจโมโห หรืออาจรู้สึกไม่พอใจแทนผม แต่ผมกลับรู้สึกขอบคุณ ขอบคุณที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น มันสอนผมได้มากเลยครับ นี่คือเรื่องที่ผมจะมา แชร์ในวันนี้ นั่นคือเรื่องของ โอกาส

·         โอกาส ผ่านมาอยู่เสมอ บางครั้งเราก็คว้าไว้ได้ แต่บางครั้งก็เกือบได้ เฉียดไปนิดเดียว สรุปก็คือไม่ได้ เพราะโอกาสนั้นจะตอบรับกับคนที่พร้อมที่สุด [ในสถานการณ์ที่ผู้ร่วมสัมมนาท่านแรกนั่งใกล้ตำแหน่ง Trainer เขาเลยสามารถคว้าได้เร็วกว่า] ซึ่งในเรื่องนี้ ผมควรต้องวิ่งให้เร็วขึ้น หรือทำตัวให้พร้อมมากขึ้น เพื่อจะได้รับโอกาสนั้นได้
·         โอกาส ผ่านไปแล้ว จะมีโอกาสใหม่มารอเสมอ (One door closes, another opens) เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะมาเมื่อไร อาจเป็นวินาทีถัดไปเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อพลาดโอกาสไป จงอย่ามัวแต่เสียเวลาทอดถอนใจ หรือพร่ำบ่นกับสิ่งที่ผ่านไป จงตั้งรับโอกาสถัดๆไป [ในสถานการณ์ที่ผมเดินกลับมา โดยไม่คิดว่าจะมีการแจก CD แผ่นอื่นอีก]
·         โอกาส บางครั้งมาจากผู้คนรอบตัวเรา ควรสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นเสมอ เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับโอกาสมากขึ้น [ในสถานการณ์ที่พี่กอล์ฟ พี่ที่นั่งข้างผม กระตุ้นให้ผมออกไปรับ]
·         โอกาส บางครั้งแม้ว่ามันอยู่ในมือเราแล้ว แต่มันก็สามารถหลุดออกไปได้ง่ายๆเหมือนกัน ถ้าเราไม่กำไว้ให้แน่น [ในสถานการณ์ที่ผู้หญิงคนนึงมาดึง CD ไปจากมือ]
·         โอกาส บางครั้งเมื่อเราพลาด คว้าไว้ไม่ได้ จงอย่าเสียใจ เพราะบางครั้งการยอมสละโอกาสเล็กๆ มันอาจจะนำมาซึ่งโอกาสที่ยิ่งใหญ่กว่า ที่เหมาะสมกับตัวเราก็ได้ การไม่ได้รับโอกาสบางครั้งมันก็เพราะมันอาจไม่เหมาะสมกับความยิ่งใหญ่ในตัวเราก็ได้ ถ้าจิตใจเรายิ่งใหญ่ จิตใจเราดี เราก็จะได้รับสิ่งที่เราสมควรได้รับในที่สุด
ทั้งหมดนี่เป็นสิ่งที่ผมสรุปมาได้คร่าวๆ หวังๆคงนำไปใช้ได้นะครับ ผมเข้าใจเลยว่าเวลามีอะไรมากระทบใจเรา ใจเรามันดิ่งลงไปสู่ความรู้สึกแย่ๆได้เร็วมาก แต่ถ้ามันจะดิ่งลงไปเร็วได้มาก มันก็พุ่งขึ้นมาสู่ความรู้สึกดีๆได้เช่นกัน (Change as fast as a heartbeat) เพราะฉะนั้นเมื่อไรเกิดขึ้น กระทบใจเราแรงๆ ก็ปล่อยมันผ่านไปเลยครับ เพราะถ้ามัวแต่คิดรู้สึกแย่อยู่อย่างนั้น ตัวเราเนี่ยแหละจะปิดโอกาสตัวเองเอง
                เป็นไงครับ สุดยอดมั้ยครับ!! จริงๆก็มีอีกหลายเรื่องที่อยากจะมาแบ่งปัน แต่ไว้จะมาเล่าให้ฟังในโอกาสหน้านะครับ ขอบคุณครับที่ติดตาม ^^

Wednesday, June 27, 2012

เติมไฟ…ในวันที่หัวใจหมดแรง (Inspirational Fuel for a weak heart)

เติมไฟในวันที่หัวใจหมดแรง (Inspirational Fuel for a weak heart)

pic from: mcfit.deviantart.com


                ผมเชื่อว่าทุกคนคงเคยอ่อนล้า หมดแรง ท้อแท้ หมดกำลังใจ ใช่มั้ยครับ และในชีวิตหนึ่ง แน่นอนว่า ผ่านอารมณ์แบบนี้มาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้ง หลายคนคงสงสัยว่า ความรู้สึกแบบนี้มันเกิดขึ้นกับทุกคนรึเปล่า ผมยืนยันครับว่าเกิดขึ้นกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กอายุ 4 ขวบ ไปจนผู้สูงอายุวัย 90 คนธรรมดาสามัญไปจนถึงดาราดังระดับโลก คนยากจนไปจนถึงคนรวยระดับมหาเศรษฐีล้านล้าน ก็ผ่านอารมณ์นั้นด้วยกันทั้งสิ้น คงแปลกใจใช่มั้ยครับ คงรู้สึกว่าคนที่ประสพความสำเร็จ คนที่ร่ำรวย คนที่ดูจะมีความสุขมากๆ ทำไมเค้าถึงหมดกำลังใจ
                เรื่องนี้ถ้าพูดทางพุทธแล้ว พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า ทุกสิ่งในโลกล้วนมีวาระของมัน ทุกอย่างล้วนเป็นวัฏจักร  คือมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็มีดับไป อารมณ์ความรู้สึกก็เช่นกันเลย ยิ่งเรื่องของกำลังใจ แรงบันดาลใจ มาเมื่อไร ก็หมดลงได้อย่างรวดเร็ว  และก็จะกลับมามีใหม่ด้วยปัจจัยอะไรบางอย่าง จนกระทั่งแรงบันดาลใจนั้นมันมอดหมดลงไปอีก ซึ่งสิ่งเกิดขึ้นนี้เป็นสากล เกิดขึ้นกับทุกคนทุกเพศทุกวัย แต่คนบางกลุ่ม อย่างเช่นผู้ที่ประสพความสำเร็จในชีวิตในทุกด้าน โดยเฉพาะคนที่รักษาสมดุลในชีวิตได้ดี คนเหล่านี้จะเป็นคนที่มีสติ คือพวกเขาจะรู้เมื่อเขามีแรงบันดาลใจ และรู้ว่ามันกำลังจะหมดไป แต่ก่อนที่มันจะหมดไป พวกเขาเหล่านั้นจะใช้วิธีการต่างๆ ช้อนอารมณ์ที่แย่ๆ แรงบันดาลใจที่ค่อยๆหดหายนั้น ให้กลับมาใหม่  และทุกคนครั้งที่ทำได้ แรงบันดาลใจที่มีมันจะยืดเวลา อยู่กับตัวเราไปนานขึ้น แต่ถึงมันอยู่ไม่นาน ก็ไม่ต้องห่วง เพราะพวกเขา รู้ว่าจะทำยังไงให้มันกลับมาใหม่ การมีสติกับ Curve อารมณ์ของตัวเองอย่างนี้ ก็เหมือนคนที่เพาะกาย ถ้าเขาเริ่มเพาะกายแล้ว เมื่อเขาหยุดเพาะ กล้ามเนื้อก็จะค่อยๆหดกลับ แต่ก็ไม่ถึงกับแฟบไปเลย ถ้าเราเริ่มฝึกสติในการรับรู้ ความเป็นไปที่เกิดขึ้นในใจของเรา กล้ามเนื้อเราก็จะค่อยๆแข็งแรง แม้ในยามที่ขาดสติจริงๆ ชีวิตเจอเรื่องแรงๆมากระทบ อย่างน้อยเราก็ยังมีกล้ามเนื้อน้อยๆรองรับ ไม่ใช่กล้ามเนื้ออันอ่อนแอบอบบาง ไม่สามารถรับแรงปะทะนั้นได้ วิธีการที่ดีที่สุดในการที่จะมีสติรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของตัวเองอยู่ตลอดเวลา นั่นก็คือ การจริงใจกับความรู้สึกของตัวเอง คือรู้ว่าเราต้องการอะไร เรารู้สึกกับสิ่งต่างๆรอบตัวอย่างไร แม้ว่ามันจะเจ็บปวดก็ควรทำความเข้าใจกับมัน ดีกว่าจะเลื่อนมันออกไป ทำเป็นไม่ใส่ใจ สติของเราก็จะไม่ตื่นตัว รับรู้เรื่องราวได้ยาก
                แต่หลักๆในวันนี้จะมาพูดถึงวิธีการดึงอารมณ์กลับมาในยามท้อแท้ พูดมาซะนานผมก็มีวิธีง่ายๆ มาช่วยช้อนอารมณ์กันครับ
                1.รายล้อมด้วยพูดคน ที่สร้างบรรยากาศดีๆ – ผู้คนที่สร้างบรรยากาศดีๆนั้นคือ ผู้คนที่มีทัศนคติดีๆ เป็นคนที่มีไฟ มีแรงบันดาลใจ เป็นคนคิดบวก พยายามเอาตัวของเราเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น พวกเขาเหล่านั้นจะช้อนอารมณ์เราขึ้นมาได้อย่างมหาศาล ยิ่งมีกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ยิ่งช่วยกันผลัก ช่วยกันดึงขึ้นมาจากอารมณ์อันบูดเบี้ยว เพราะฉะนั้นสำคัญมากครับในการเลือกคบเพื่อน เพื่อนที่ดีไม่ใช่แค่อยู่กับเราคอยสนุกกับเราเท่านั้น แต่เพื่อนๆเหล่านั้นต้องมีทัศนคติที่ดีด้วย
                2.เติมไฟ ด้วยการอ่าน – บางครั้งการเลือกเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมดีๆ อาจทำได้ยาก ก็ไม่เป็นไรครับ อีกวิธีที่ใช้ได้เหมือนกันก็คือ การที่เราอ่านหนังสือ อย่างน้อยสัปดาห์ละเล่ม หรือถ้าไม่ชอบอ่านจริงๆ เดือนละเล่มก็ยังดีครับ แต่ควรเลือกหนังสือด้วย หนังสือควรมีประโยชน์และสร้างแรงบันดาลใจ สร้างความคิดดีๆต่อยอดให้เราได้ บางคนไม่ชอบอ่านหนังสือ แรกๆก็พยายามเลือกในสิ่งที่ชอบครับ อ่านนิยายก็ได้ แต่ต้องเลือกหน่อย นิยายบางเรื่องก็ให้ข้อคิดดีๆได้มาก แถมยังสร้างแรงบันดาลใจอีกด้วย หรือถ้าอยากเอาชัวร์ อ่านแล้วได้เลย ก็ต้องอ่านหนังสือแนว How-to มีเยอะมากๆในชั้นหนังสือหมวดจิตวิทยา หรือดูตาม shelf Bestseller ก็ได้ครับ แต่ถ้าอยากอ่านแบบสนุกด้วยได้ข้อคิดด้วย ก็ลองอ่านหนังสือกึ่งชีวประวัติของผู้คนที่เป็น idol ของเราก็ได้ครับ เราได้อ่านชีวิตสนุกๆ ของเขาแล้ว ยังได้ข้อคิดดีๆด้วย ก็ลองเลือกกันดูครับ
                ที่ให้ไปเป็น2วิธีง่ายๆ ที่สามารถเริ่มทำได้เลย แต่หลายคนก็มีเทคนิคหลายๆอย่างที่ต่างๆกันไป ลองค่อยๆเรียนรู้ หาแนวทางกันครับ อย่างผม การเขียน Blog นี่ก็เป็นเครื่องมือดึงกำลังใจผมให้ขึ้นมาเหมือนกัน เป็นการตอกย้ำแรงบันดาลใจกับสิ่งที่ได้เรียนรู้ไป แล้วเพื่อนๆมีวิธีการอื่นๆนอกจากนี้ก็มา Share กันได้นะครับ ^^
                สุดท้าย จริงๆที่เขียนบทความนี้ ก็เพราะวันนี้เห็นข้อความในเฟสบุ๊คของน้องคนนึงที่สนิทกัน ชื่อน้องเอ็ม น้องเอ็มบ่นเรื่องทำงานมาสองเดือนแล้ว ทำไปแบบขาดแรงบันดาลใจ อยากกลับมามีแรงบันดาลใจใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งดีมากๆเลย แค่2เดือนก็มีสติรับรู้แล้ว เพราะบางคนใช้เวลาหมดไปๆ ทั้งเกือบครึ่งชีวิต เพิ่งจะมีสติรับรู้ หรือแม้กระทั่ง รู้อยู่แล้ว แต่ไม่อยากใส่ใจ จริงๆแล้วอันตรายมากครับ การที่ไม่มีสติรับรู้ และรู้อยู่แล้วแต่ไม่ใส่ใจ เพราะมันก็จะทำลายชีวิต ทำลายเวลาของเราไป จนเรากลายเป็นคนที่ไหลไปตามกระแสโลก อยู่เหมือนหุ่นยนต์ ไม่มีหัวใจ ใช้ชีวิตอย่างไม่มีคุณค่า จนกระทั่งมากล่าวโทษตัวเองตอนแก่ เสียดายเวลาที่ผ่านไป เพราะฉะนั้นหัดฝึกสติ สำรวจตัวเอง และช้อนอารมณ์ตัวเองขึ้นมาในช่วงเวลาที่ใจเราตกกันดีกว่าครับ